บทที่ 1 — แสงที่กลับมา
ครั้งแรกที่ผมเห็นแสงอีกครั้ง ผมคิดว่าตัวเองกำลังฝัน
มันเป็นเพียงสีเทาจาง ๆ หลังเปลือกตา ไม่ได้ชัดเจนอย่างในภาพยนตร์ที่คนตาบอดลืมตาปุ๊บแล้วมองเห็นโลกทั้งใบ แสงนั้นสั่นไหวอยู่พักใหญ่ ก่อนค่อย ๆ แยกออกเป็นเส้นสีส้ม เส้นสีน้ำตาล และเงาดำที่เคลื่อนไหวช้า ๆ
ผมนอนนิ่งอยู่บนเตียง ไม่กล้ากะพริบตา
สามเดือนแล้วที่ผมไม่เคยเห็นแม้แต่ปลายนิ้วตัวเอง
หลังอุบัติเหตุรถยนต์ ทุกอย่างหายไปพร้อมกันในคืนเดียว ผมจำได้แค่แสงไฟหน้ารถ เสียงแตรที่ดังยาวจนเหมือนมีใครกดค้างไว้ และแรงกระแทกที่ทำให้หน้าอกผมเจ็บแปลบ พอฟื้นขึ้นมา โลกก็เหลือแต่เสียง กลิ่น สัมผัส กับคำอธิบายของคนอื่น
หมอบอกว่าอาจมีโอกาสฟื้นตัว แต่ไม่มีใครรับปาก
พ่อพยายามทำเสียงหนักแน่นทุกครั้งที่คุยเรื่องนี้ ส่วนแม่จะเปลี่ยนหัวข้อไปพูดเรื่องอาหารเสมอ
“ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร” แม่เคยบอกขณะช่วยจัดหมอน “ลูกยังได้ยินเสียงแม่บ่นอยู่ไม่ใช่เหรอ”
ผมหัวเราะ ทั้งที่ตอนนั้นอยากร้องไห้
แต่ตอนนี้ ผมเห็นแล้ว
เงาดำที่ไหวอยู่ตรงหน้าแท้จริงคือกิ่งไม้ด้านนอกหน้าต่าง ผ้าม่านสีครีมปิดไม่สนิท ทิ้งช่องว่างให้แสงเย็นส่องเข้ามาเป็นทางแคบ ๆ ผมจ้องมันจนแสบตา ก่อนค่อย ๆ ยกมือขึ้น
ห้านิ้ว
ผมนับซ้ำสองครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้กำลังจินตนาการตามความรู้สึก
ข้อนิ้วของผมมีรอยแห้งจากการล้างมือบ่อย เล็บนิ้วโป้งข้างขวาบิ่นนิดหนึ่ง ทุกอย่างธรรมดาจนน่าประหลาดใจ ผมขยับมือให้เข้าหาแสง แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ
ผมมองเห็น
คนแรกที่ผมอยากบอกคือแม่
ผมอยากเห็นหน้าแม่ตอนรู้ว่าผมกลับมามองเห็น อยากเห็นรอยยิ้มที่เมื่อก่อนผมเคยบ่นว่าแม่ยิ้มให้มากเกินไป แล้วก็อยากขอโทษเรื่องตลอดสามเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเช้าวันที่ผมหงุดหงิดจนเผลอปัดมือแม่ออกตอนเธอจะช่วยติดกระดุมเสื้อ
ต่อจากนั้นก็พ่อ ผมอยากเห็นสีหน้าที่พ่อพยายามเก็บอารมณ์ทุกครั้งที่บอกว่าผมจะต้องดีขึ้น อยากบอกว่าไม่ต้องทำเสียงเข้มแข็งเพื่อผมอีกแล้ว
เพียงคิดว่าทั้งคู่จะดีใจแค่ไหน ผมก็แทบอดใจไม่ไหว อยากลงไปหาท่านเดี๋ยวนั้น
ส่วนโจฮวนค่อยโทรบอกทีหลังก็ได้ อย่างมากหมอนั่นก็คงแซวว่าผมหาข้ออ้างไม่รับสายมันมาตั้งสามเดือน
แม่อยู่ข้างล่างนี่เอง
ผมรีบหย่อนขาลงจากเตียงโดยไม่ทันมองพื้น
ฝ่าเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนอะไรบางอย่างที่ยุบตัวพร้อมเสียงกรอบแกรบเบา ๆ
ผมชะงัก ยกเท้าขึ้นทันที
ก้อนกระดาษสีขาวเล็ก ๆ ติดอยู่ตรงขอบฝ่าเท้า พอขยับเท้า มันก็กลิ้งไปหยุดข้างขาเตียง ห่างจากปลายเท้าผมไม่ถึงคืบ
ทีแรกผมนึกว่าเป็นกระดาษทิชชู่ที่ทำตกไว้ แต่ผมจำไม่ได้ว่าเคยทำตก และก้อนนั้นถูกขยำแน่นเสียจนไม่เหมือนเศษกระดาษที่เผลอหล่นจากมือ
ผมเป็นคนไม่ชอบขยะบนพื้น โดยเฉพาะตั้งแต่ตาบอด เพราะของเล็ก ๆ เพียงชิ้นเดียวก็ทำให้สะดุดได้ แม่รู้เรื่องนี้ดี เธอมักเก็บพื้นรอบเตียงให้โล่งเสมอ
แล้วกระดาษก้อนนี้มาอยู่ตรงที่ผมต้องเหยียบได้อย่างไร
ผมก้มลงเก็บมันขึ้นมา
กระดาษชื้นนิด ๆ ตรงรอยพับ เหมือนเคยถูกกำไว้ในฝ่ามือนานมาก เมื่อคลี่ออก ผมพบลายมือสีดำอยู่ตรงกลาง มีเพียงประโยคเดียว
อย่าบอกพวกเขานะว่านายมองเห็นแล้ว
ผมอ่านมันอีกรอบ
แล้วอ่านรอบที่สาม
ไม่ใช่เพราะอ่านไม่ออก แต่เพราะสมองยังไม่ยอมรับว่าตัวหนังสือกำลังบอกอะไร
พวกเขา
ในบ้านหลังนี้มีแค่ผม พ่อ และแม่
โจฮวนเคยมาเยี่ยมครั้งเดียวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน นอกนั้นไม่มีใครเข้ามาในห้องนอกจากแม่ที่เอาอาหารมาให้ กับพ่อที่ชอบเข้ามานั่งคุยเรื่องข่าวหรืออ่านอะไรให้ฟัง
ใครเขียน
และรู้ได้อย่างไรว่าผมจะมองเห็น
ลายมือเอียงซ้าย ตัวอักษรบางช่วงหนักจนหมึกเกือบทะลุกระดาษ บางช่วงเบาหวิวเหมือนคนเขียนต้องรีบยกปากกา ผมพลิกดูด้านหลัง ไม่มีอะไรอีก
ผมพยายามบอกตัวเองว่าอาจเป็นมุกล้อเล่นของโจฮวน เขาชอบแกล้งผมด้วยเรื่องโง่ ๆ มาตั้งแต่เรียนด้วยกัน แต่มุกนี้ประหลาดเกินไป เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าผมฟื้นการมองเห็นในวันนี้
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ผมสะดุ้งจนกระดาษเกือบหลุดมือ
“เสี่ยวหลิน ตื่นหรือยังลูก”
เสียงแม่
ผมจำจังหวะที่เธอเรียกชื่อได้ทันที คำว่า หลิน จะลากยาวนิดหนึ่งเสมอ โดยเฉพาะเวลาเธออารมณ์ดี
“แม่ต้มโจ๊กฟักทองมาให้ เมื่อเช้าลูกยังไม่ได้กินอะไรเลยนะ”
ผมเกือบตอบออกไปตามปกติ แต่สายตากลับลดลงไปที่กระดาษในมือ
อย่าบอกพวกเขา
“เสี่ยวหลิน” เสียงนั้นเรียกอีกครั้ง อ่อนโยนเหมือนเดิม “ได้ยินแม่ไหม”
ผมยัดกระดาษลงในกระเป๋ากางเกง
“ได้ยินครับแม่ เดี๋ยวผมเปิด”
ผมยื่นมือไปจับลูกบิด หยุดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหลับตา
ถ้าข้อความนี้เป็นเรื่องล้อเล่น ผมก็คงดูเป็นคนบ้าที่เชื่อกระดาษทิชชู่ใต้เตียงมากกว่าแม่ของตัวเอง
ผมสูดหายใจ เปิดประตู
และลืมตา