บทที่ 10 — กลิ่นจากห้องครัว
ผมขอตัวเข้าห้องน้ำหลังฝืนกินไปได้ครึ่งชาม
แม่เดินมาส่งถึงประตู ก่อนเตือนอย่างอ่อนโยนว่าอย่าลืมจับราวผนัง ผมพยักหน้าและรอจนเสียงรองเท้าเธอห่างออกไป แล้วจึงหยิบโทรศัพท์ออกมา
โจฮวนส่งข้อความไว้สามข้อความ
ฉันยังอยู่หน้าบ้าน
ประตูหน้าถูกล็อกจากด้านใน
อย่าออกมา ถ้ามีอะไรผิดปกติ โทรกลับทันที
ภาพถัดมาเป็นรูปประตูไม้บานใหญ่ที่มีคราบฝุ่นจับตรงร่องแกะสลัก มันเหมือนประตูหน้าบ้านที่ผมเพิ่งเดินผ่านทุกประการ ยกเว้นสีที่ซีดกว่าและรอยแตกตรงมุมซึ่งผมไม่เคยเห็น
ผมพิมพ์ตอบด้วยนิ้วที่ยังสั่น
ฉันอยู่กับพวกเขาที่โต๊ะอาหาร
เครื่องหมายกำลังพิมพ์ปรากฏขึ้น จากนั้นหายไป แล้วปรากฏอีกครั้ง
แกเห็นหน้าเขาชัดแน่นะ
ผมมองตัวหนังสืออยู่นานก่อนตอบ
ชัด
ข้อความใหม่เข้ามาอย่างรวดเร็ว
อย่าให้พวกเขารู้
ผมอ่านมันซ้ำสามครั้ง คำเดียวกับบนกระดาษ ไม่ใช่เหมือนกันทุกตัวอักษร แต่ความหมายตรงกันจนผมรู้สึกเย็นวาบ
เสียงก๊อกน้ำจากห้องครัวดังขึ้น ผมรีบเก็บโทรศัพท์ ก่อนทำทีเปิดน้ำล้างมือ เสียงฝีเท้าหนักของพ่อเคลื่อนผ่านหน้าห้องน้ำไปช้า ๆ
“เสี่ยวหลิน”
“ครับ”
“เดี๋ยวมาช่วยพ่อยกของหน่อยนะ”
“ของอะไรครับ”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ของทำกับข้าว”
ผมไม่ตอบ
พ่อยืนเงียบอยู่นานจนผมได้ยินเพียงเสียงน้ำไหล สุดท้ายเสียงฝีเท้าจึงเดินจากไป
เมื่อออกจากห้องน้ำ กลิ่นในบ้านเปลี่ยนไป
กลิ่นซีอิ๊วหวานยังอยู่ แต่ใต้กลิ่นนั้นมีอะไรบางอย่างเหม็นหวานคล้ายเหล็กเปียกฝนหรือเนื้อดิบที่ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกินไป ผมพยายามกลืนความรู้สึกขยะแขยงลงคอ
ประตูครัวแง้มอยู่ เสียงมีดกระทบเขียงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ผมควรกลับห้อง
แต่ปลายสายชาร์จโทรศัพท์อยู่ตรงปลั๊กข้างตู้เก็บของในครัว ผมจำได้เพราะเมื่อคืนยังนั่งฟังนิยายเสียงขณะพ่อแม่กินข้าว แล้วเสียบเครื่องไว้ตรงนั้น ถ้ากลับขึ้นไปโดยไม่เอาสายชาร์จ แบตที่เหลือคงไม่พอจนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง
ผมยืนลังเลอยู่หน้าประตูหลายวินาที ก่อนค่อย ๆ เดินเข้าไป
พ่อหันหลังอยู่ตรงเคาน์เตอร์ มีดในมือเคลื่อนไหวช้า ๆ ไม่เร่งรีบ แม่ไม่อยู่ในห้อง
“พ่อครับ ผมมาเอาสายชาร์จ”
“อยู่ข้างตู้” เขาตอบทันที โดยไม่หันมา
ผมยื่นมือไปตามขอบเคาน์เตอร์เพื่อแสดงว่ากำลังคลำหา สายชาร์จสีขาวม้วนอยู่ใกล้ปลั๊กจริง ๆ
ตอนนั้นเอง ผมเห็นประตูตู้ใต้เคาน์เตอร์บานหนึ่งเปิดค้าง
แรกทีเดียวผมมองข้ามมันไป เพราะในบ้านย่อมมีประตูตู้เปิดค้างได้ แต่สิ่งที่อยู่ในช่องมืดนั้นกลับขยับตามแรงลมจากเครื่องดูดควัน
มันเป็นปลายนิ้วมือ
นิ้วขาวซีดห้อยอยู่จากความมืด ปลายเล็บชี้ลงพื้น ราวกับเจ้าของมือกำลังนอนอยู่ในตู้แล้วปล่อยแขนตกออกมา
ผมไม่หายใจ
ตรงข้อนิ้วมีไฝดำเม็ดหนึ่ง
ผมรู้จักไฝเม็ดนั้นดี
เมื่อตอนยังเด็ก แม่เคยแกล้งบอกว่าเป็นเม็ดงาดำที่ล้างไม่ออก ผมพยายามเอาผ้าชุบน้ำถูจนแม่หัวเราะบอกให้พอ ก่อนที่ผิวตรงนั้นจะแดงไปเสียก่อน
ความทรงจำเล็กน้อยนี้ชัดเจนกว่าทุกอย่างที่ผมเห็นในบ้านวันนี้
“เสี่ยวหลิน” พ่อเรียก
ผมไม่ตอบ
“เจอสายชาร์จหรือยัง”
ผมยืนอยู่ตรงนั้นโดยมองนิ้วมือข้างนั้น รู้สึกเหมือนมีใครจับศีรษะให้จมลงไปในน้ำ
มือของแม่
แม่จริง ๆ
“เจอแล้วครับ”
เสียงผมแหบจนแทบจำไม่ได้
พ่อหันมา เขาถือมีดเล่มบางอยู่ในมือ รอยเปื้อนบนผ้ากันเปื้อนขยายกว้างกว่าตอนอยู่โต๊ะอาหาร
สายตาเขาเลื่อนตามทิศที่ผมยืน จากหน้าไปยังตู้บานนั้น แล้วกลับมาที่หน้าอีกครั้ง
“เป็นอะไร”
“เปล่าครับ”
“ลูกดูซีด”
เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว
ผมถอยโดยไม่ตั้งใจ
พ่อหยุดทันที มองปลายเท้าผม แล้วมองหน้า
“ลูกเห็นอะไรหรือเปล่า”
คำถามเรียบง่าย แต่มีดในมือเขาไม่ได้ลดลง
“ไม่ครับ”
เขายกมีดขึ้นเล็กน้อยเพื่อเลื่อนด้ามเข้ากับฝ่ามือ ผมสะดุ้งทั้งที่พยายามห้ามตัวเอง
ชายคนนั้นนิ่งไป ดวงตาที่มีตาขาวมากผิดปกติจ้องผมอย่างละเอียด
“ทำไมถึงหลบ”
“เสียงพ่อใกล้ครับ ผมตกใจ”
พ่อไม่พูดอะไร
วินาทีหนึ่งยืดออกยาวนานอย่างไร้เหตุผล
แล้วเขาก็วางมีดลงบนเขียง
“ระวังหน่อยสิ” เขาพูด “คนมองไม่เห็นเดินเข้าครัวอันตราย”
ผมค่อย ๆ พยักหน้า
ในจังหวะที่เขาหันกลับไป ตู้บานนั้นก็ค่อย ๆ ปิดลงเอง เสียงไม้กระทบกรอบดังเบามาก แต่มันดังอยู่ในหัวผมราวกับประตูเหล็กถูกกระแทก
ผมกำสายชาร์จแล้วเดินออกมา
ไม่ได้วิ่ง
เพราะการวิ่งจะบอกเขาว่าผมเห็นอะไร
แต่ทุกก้าวที่ออกห่างจากครัว ผมต้องต่อสู้กับความต้องการวิ่งจนสุดแรง
---