บทที่ 4 — หลังประตูบานนั้น
ผมยืนพิงประตูอยู่นานจนรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจผ่านแผ่นไม้
ด้านนอกไม่มีเสียงฝีเท้าตามมา ไม่มีเสียงคนเรียกชื่อ มีเพียงเสียงพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ห่าง ๆ จากชั้นล่าง กับเสียงถ้วยกระทบจานเบา ๆ ที่น่าจะมาจากห้องครัว
ถ้าไม่ใช่เพราะผมเพิ่งเห็นใบหน้าของคนสองคนที่ไม่รู้จัก บ้านหลังนี้ก็คงเป็นบ้านที่สงบสุขอย่างยิ่ง
ผมเดินกลับไปที่เตียงด้วยความระมัดระวัง คราวนี้ไม่ได้แกล้งคลำทางแล้ว แต่ก็ยังมองพื้นทุกก้าวราวกับกลัวว่าจะเหยียบอะไรอีก
กระจกบานยาวติดอยู่ตรงข้างตู้เสื้อผ้า
ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้ทันสังเกต ทั้งที่ตอนยังมองไม่เห็น เคยเอามือลูบขอบไม้ของมันอยู่หลายครั้ง พ่อบอกว่ากระจกบานนี้มีมาก่อนเราย้ายเข้ามาอยู่เสียอีก
ผมก้าวเข้าไปหาแล้วหยุดห่างประมาณหนึ่งช่วงแขน
ชายในกระจกอายุยี่สิบหก ผมยุ่งเพราะเพิ่งตื่นนอน เสื้อยืดคอย้วยเล็กน้อย ใต้ตาคล้ำจนเหมือนอดนอนมาหลายคืน
ผมยกมือขึ้น ชายในกระจกยกมือตาม
ผมแลบลิ้น เขาก็ทำเหมือนกัน
เป็นเรื่องงี่เง่าที่สุดในโลก แต่ผมจำเป็นต้องทำ ผมอยากเห็นอะไรสักอย่างที่ตอบสนองตามกฎปกติของมัน
ผมลองปิดตาข้างหนึ่ง แล้วอีกข้าง มองเงาตัวเองสลับกับขอบตู้ ขอบหน้าต่าง และตัวเลขเล็ก ๆ บนขวดน้ำที่โต๊ะ
ยังอ่านออก
แปลว่าผมมองเห็นจริง ๆ
แต่ถ้าอย่างนั้นทำไมผมถึงไม่รู้จักหน้าพ่อแม่
ผมพยายามนึกถึงใบหน้าของแม่เมื่อสามเดือนก่อน รอยยิ้มที่แก้มซ้ายยกสูงกว่าแก้มขวา ไฝใกล้คาง ริ้วตรงหางตา ภาพเหล่านั้นชัดเจนในหัวเสียจนผมอยากเชื่อว่าใครก็ไม่อาจปลอมได้
แล้วผมก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมา
ช่วงสองสัปดาห์ก่อน ผมนอนไม่หลับ แม่เข้ามานั่งข้างเตียง เล่าว่าเมื่อผมยังเด็ก ผมเคยกลัวความมืดจนต้องเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งคืน
“ลูกตอนนี้กลับใจกล้ากว่าแม่อีก” เธอบอก “แม่ยังไม่กล้าเดินออกไปสวนคนเดียวตอนดึก ๆ เลย”
ผมจำไม่ได้ว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า แต่จำเสียงเธอหัวเราะในความมืดได้
เสียงเดียวกับผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้าประตูเมื่อครู่
ผมทรุดนั่งขอบเตียง ควักกระดาษทิชชู่ออกมาคลี่บนฝ่ามือ
อย่าบอกพวกเขานะว่านายมองเห็นแล้ว
ถ้าคนเขียนตั้งใจเตือนผม เขาต้องรู้อะไรบางอย่าง
แต่ถ้าเป็นกับดักล่ะ
ผมมองข้อความสั้น ๆ นั้นจนตัวอักษรเริ่มพร่า ไม่ใช่เพราะสายตากลับเสียอีกครั้ง แต่เพราะน้ำตากำลังเอ่อขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลที่ผมอยากยอมรับ
เมื่อเช้าผมยังคิดว่าตัวเองเป็นคนโชคดีที่สุดในโลก
ตอนนี้ผมอยากกลับไปมองไม่เห็นอีกครั้ง
ความคิดนั้นทำให้ผมรู้สึกละอายทันที ผมเคยขอให้ตากลับมามองเห็นทุกวัน ผมเคยเห็นแม่ร้องไห้ตอนคิดว่าผมหลับ และเห็นไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องอาศัยเสียงสะอื้นเบา ๆ ถึงรู้
แล้วตอนนี้ผมกลับอยากทิ้งปาฏิหาริย์ที่เฝ้ารอ เพียงเพราะมันทำให้เห็นสิ่งที่ทนดูไม่ได้
โทรศัพท์วางอยู่ใต้หมอน
ผมหยิบขึ้นมา หน้าจอสว่างตามนิ้วสัมผัส มีสายที่ไม่ได้รับจากโจฮวนหนึ่งสายเมื่อคืน และข้อความที่เขาส่งมาตอนเช้า
ตื่นยัง วันนี้ฉันเลิกเร็ว ถ้าไม่ติดอะไรจะโทรหา
ผมเกือบกดโทรออกทันที แต่ชะงัก
โจฮวนเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่ง
คืนที่เขามา เขาซื้อเบียร์กระป๋องหกกระป๋องกับไก่ย่างเย็นชืดมาฝาก ทั้งที่พ่อกับแม่เตรียมอาหารไว้ให้แล้ว เขาเถียงกับพ่อเรื่องทีมฟุตบอล กินข้าวเพิ่มอีกสองจาน และคุยกับผมจนเกือบเช้า
ตอนนั้นผมมองไม่เห็น
ผมรู้ว่าพ่ออยู่ตรงโต๊ะจากเสียงลากเก้าอี้ รู้ว่าแม่อยู่ข้างอ่างล้างจานจากเสียงเปิดน้ำ รู้ว่าโจฮวนยืนข้างหน้าต่างจากเสียงเปิดกระป๋อง
แต่ไม่เห็นหน้าของใครเลย
ถ้าคนสองคนนั้นไม่ใช่พ่อแม่จริง ๆ โจฮวนจะรู้หรือไม่
ผมกำโทรศัพท์ไว้แน่น แล้วเลื่อนนิ้วไปหยุดบนชื่อเพื่อน
ก่อนจะโทร ผมเดินไปดูช่องประตูอีกครั้ง
แสงจากโถงทางเดินลอดผ่านขอบบานประตูเป็นเส้นบาง ๆ อยู่กับที่
ผมเงี่ยหูฟัง
ไม่มีใคร
ผมกลับมานั่งข้างเตียง กดโทรออก แล้วรอเสียงสัญญาณดังขึ้น
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
“เสี่ยวหลิน” เสียงโจฮวนดังขึ้น “แกโทรมาได้จังหวะพอดี ฉันกำลังจะออกจากออฟฟิศ”
ผมอ้าปาก แต่ไม่มีเสียงออกมา
“ฮัลโหล” เขาเรียกอีก “ได้ยินไหม”
ผมได้ยิน
เป็นครั้งแรกในวันนี้ที่เสียงคุ้นเคยทำให้ผมอยากร้องไห้