บทที่ 7 — บ้านอีกหลัง
โจฮวนโทรกลับมาเกือบหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น
ผมสะดุ้งทันทีที่โทรศัพท์สั่น ทั้งที่วางเครื่องไว้ในมือตลอดเวลา
“ฉันมาถึงแล้ว” เขาพูดโดยไม่ทักทาย
“แกอยู่หน้าบ้านเหรอ”
“ฉันอยู่ในบ้าน”
ผมหันมองประตูห้อง
“หมายความว่าไง”
“หมายความว่าฉันเข้ามาแล้ว” เขาหอบเล็กน้อย “เสี่ยวหลิน แกอยู่ตรงไหน”
“ห้องนอนชั้นสอง”
“ฉันเพิ่งขึ้นไปชั้นสอง ไม่มีใครอยู่”
ผมลุกพรวดเดียวแล้วหยุด เมื่อรู้ตัวว่าเสียงเตียงเอี๊ยดดังเกินไป
“แกเข้าผิดบ้านหรือเปล่า”
“บ้านหลังนี้มีรั้วเหล็กสีดำ ประตูหน้าเป็นไม้สองบาน ข้างบันไดมีรูปภูเขาแขวนอยู่ ลุงแกเคยบอกว่าเป็นรูปที่ซื้อจากตลาดเก่า จำได้ไหม”
ผมมองประตู ไม่สามารถมองเห็นรูปภาพจากในห้อง แต่จำได้ว่าเมื่อคืนตอนลงกินข้าว ผมใช้มือแตะกรอบรูปตรงทางเดินเพราะกลัวเดินชน
“ใช่”
“ห้องครัวอยู่ซ้ายมือจากประตูหลัง”
“ใช่”
“แล้วโต๊ะไม้ตัวเล็กตรงหน้าต่างห้องนั่งเล่น เคยมีรอยไหม้เป็นวง เพราะฉันเอาหม้อร้อนวางผิดที่ จำได้ไหม”
ผมจำได้ พ่อบ่นอยู่นานกว่าจะยอมปล่อยผ่าน
“ใช่” ผมตอบอีกครั้ง “ทุกอย่างตรงหมด แล้วทำไมแกบอกว่าไม่มีใครอยู่”
โจฮวนหายใจเข้าเสียงดัง
“เพราะที่นี่เหมือนไม่มีคนอยู่มานานแล้ว”
ลมหายใจผมติดอยู่กลางอก
“ฝุ่นเต็มพื้น ผ้าม่านขาด โซฟามีผ้าคลุม ใยแมงมุมอยู่ตามประตู” เขาพูดช้าลง “ฉันไม่เห็นชามข้าว ไม่เห็นยา ไม่มีรองเท้าใครอยู่หน้าบ้านด้วย”
“เป็นไปไม่ได้”
ผมมองไปยังถาดโจ๊กบนโต๊ะข้างเตียง รอยช้อนที่ผมใช้คนให้เย็นยังอยู่ในชาม
“ฉันกำลังนั่งอยู่ในบ้านจริง ๆ”
“ฉันไม่ได้บอกว่าแกโกหก”
“แล้วจะให้ฉันเชื่ออะไร”
ปลายสายมีเสียงเหมือนรองเท้าของโจฮวนเหยียบเศษกระจกหรือหินเล็ก ๆ เขาหยุดเดิน
“ฉันจะส่งรูปให้ดู”
ข้อความเข้ามาสามภาพ
ผมเปิดภาพแรก
ห้องนั่งเล่นในรูปเป็นห้องที่ผมเพิ่งมองลงไปจากชั้นสอง แต่หน้าต่างมีคราบฝุ่นหนาจนแสงแทบลอดผ่านไม่ได้ โซฟาที่ผู้ชายคนนั้นอ่านหนังสือพิมพ์อยู่มีผ้าขาวคลุม ทิ้งมุมย่นเหมือนไม่มีใครแตะมันมาหลายปี
ภาพที่สองเป็นโต๊ะกาแฟ
ไม่มีจานผลไม้ ไม่มีแก้วน้ำ ไม่มีหนังสือพิมพ์
แต่บนไม้ยังมีรอยวงสีเข้มที่ผมจำได้ว่าเคยเห็นก่อนตาบอด
ภาพสุดท้ายเป็นบันได
ผมขยายภาพจนเห็นรอยกระเทาะเล็ก ๆ บนเสาซี่ที่ห้า รอยนั้นอยู่ตรงที่ผมชอบลูบขณะเดินขึ้นลง
ผมชะงัก
เพราะเมื่อครู่ผมเพิ่งเห็นรอยเดียวกันบนบันไดของบ้านที่กำลังอยู่
“แกถ่ายเมื่อกี้จริง ๆ ใช่ไหม”
“จริง”
“ถ่ายใหม่อีกภาพได้ไหม เอาแบบที่ฉันบอก”
“บอกมา”
ผมมองไปรอบห้องเพื่อคิดหาสิ่งที่ไม่ใช่ใครก็เดาได้
“หันกล้องไปที่กรอบรูปข้างบันได แล้วเอานิ้วชี้แตะมุมล่างซ้าย”
“ได้”
ไม่ถึงครึ่งนาทีภาพใหม่ก็เข้ามา
กรอบรูปเก่าอยู่ตรงนั้น นิ้วชี้ของโจฮวนแตะมุมล่างซ้ายตามที่ขอ
ผมไม่รู้สึกโล่งใจ
เพราะภาพพิสูจน์ได้เพียงว่าโจฮวนอยู่ในบ้านที่มีรายละเอียดตรงกับบ้านหลังนี้
ไม่ได้พิสูจน์ว่าผมอยู่ที่ไหน
ผมเดินไปยังหน้าต่างอย่างช้า ๆ เปิดม่านแง้มเพียงนิดเดียว
สนามด้านนอกสดเขียว ทางเดินกรวดถูกกวาดสะอาด ที่รั้วยังมีเสื้อเชิ้ตของพ่อแขวนตากบนราวพับ
บ้านที่ผมอยู่มีคนใช้ชีวิตอยู่จริง ๆ
ผมยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพสนาม แล้วส่งกลับไปให้โจฮวน
เขาเงียบไปนาน
“ฉันมองออกไปจากหน้าต่างบานเดียวกัน” เขาบอก “ไม่มีราวตากผ้า หญ้าขึ้นถึงเข่า”
ผมอยากเถียง แต่คำพูดติดอยู่ในลำคอ
โจฮวนถามเบา ๆ ว่า “เสี่ยวหลิน แกอยู่คนเดียวในห้องใช่ไหม”
“ใช่”
“มองประตูไว้ อย่าออกไปเพิ่งตอนนี้ ฉันจะโทรหาคนช่วย”
“ใคร”
“ใครก็ได้ที่รู้จักที่นี่”
คำตอบนั้นไม่เหมือนโจฮวนคนเดิม เขาเป็นคนที่ชอบพูดให้มั่นใจ แม้ยังไม่รู้ว่าควรทำอะไร
ผมจึงถามคำถามที่ตัวเองไม่อยากได้ยินคำตอบ
“แกแน่ใจใช่ไหมว่าแกมาบ้านหลังนี้จริง ๆ”
“ฉันแน่ใจ”
“แล้วถ้าเราแน่ใจกันทั้งคู่ล่ะ”
เขาไม่ตอบ
ผมมองภาพห้องนั่งเล่นรกร้างบนโทรศัพท์อีกครั้ง ความรู้สึกประหลาดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในอก
ภาพนั้นไม่เพียงน่ากลัว
มันเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
ราวกับเป็นบ้านที่มีใครบางคนจากไป แล้วไม่มีใครกลับมาอีกเลย