บทที่ 12 — บูกี้ บูกี้ บูกี้ (4)
“กรี๊ดดด...!”
โยฮันที่กำลังหลับตาอยู่เบิกตาขึ้นทันที เสียงกรีดร้องแผ่วเบาแต่ชัดเจนดังทะลุผนังเก็บเสียงเข้ามาถึงห้องน้ำ
ซ่า!
ผมรีบลุกจากอ่างอาบน้ำ เช็ดตัวลวก ๆ แล้วใส่เสื้อผ้า ก่อนคว้าคัมภีร์ออกจากห้อง
‘เกิดอะไรขึ้น’
ผมมองไปรอบทางเดิน พยายามหาว่าเสียงมาจากไหน ก็เห็นเอลลี่กำลังมุ่งหน้าไปทางนั้นเหมือนกัน เธอคงได้ยินเสียงกรีดร้อง
“โยฮัน! ได้ยินเสียงกรี๊ดเมื่อกี้ไหมคะ”
“ได้ยินครับ”
“ฉันคิดว่ามาจากห้องครัวค่ะ”
ผมกับเอลลี่ตรงไปยังห้องครัว แล้วผมก็ชะงักกับภาพตรงหน้า
“...!”
ประตูตู้เย็นเปิดอ้าจนเห็นของข้างใน ส่วนบาทหลวงกับหมอผีกำลังตะโกนโหวกเหวกพร้อมโบกไม้กางเขนและเขย่ากระดิ่ง แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้
“ดะ... ด้วยพระนามแห่งพระบิดาบนสวรรค์! จงออกไป!”
“ไอ้วิญญาณชั่วร้าย! ที่นี่ไม่ใช่ที่ของแก!”
กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง!
สมิธทรุดกองอยู่บนพื้น ส่วนแม่บ้านคนใหม่หน้าซีดเผือดราวกับคนตาย
และตรงมุมห้องนั้น กริซลีย์กำลังนั่งขดตัวมองผมอย่างหวาด ๆ มีเพียงผมเท่านั้นที่มองเห็นและรับรู้ถึงมันได้
“หงิง...”
ตู้เย็นที่เปิดอ้า ผู้คนที่กำลังกลัวจนขวัญหนี และกริซลีย์
แค่นี้ผมก็พอเดาได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
ผมยกมือปิดตากับหน้าผาก แล้วนวดมันเบา ๆ
‘กริซลีย์ยยยย!’
“...”
ไม่สิ ช่างมันเถอะ
ดวงตาของโยฮันที่มองลอดซอกนิ้วค่อย ๆ กลับมาสงบนิ่ง
เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว ผมเองเป็นคนส่งกริซลีย์ออกไปสำรวจ และที่นี่ก็เป็นคฤหาสน์ผีสิงอยู่แต่แรก
ผมมองไปรอบห้องครัวที่กลายเป็นความโกลาหลเพราะทุกคนแตกตื่น
สำหรับพวกเขา จะเป็นฝีมือวิญญาณร้ายหรือแวมไพร์ล่องหนที่ก่อเรื่องก็ไม่ต่างกัน
...ใช่แล้ว ทั้งหมดนี่เป็นฝีมือวิญญาณร้าย
ที่สมิธขาอ่อนจนทรุด!
ที่บาทหลวงกับหมอผีต้องแกว่งไม้กางเขนกับกระดิ่งจนแขนแทบหลุด!
แม้แต่เรื่องที่ผมไม่มีพ่อไม่มีแม่!
อ๋อ เข้าใจแล้ว ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้เอง
ผมหรี่ตาลง
ทุกอย่างเป็นฝีมือวิญญาณชั่วร้ายที่แอบซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ ถูกต้อง ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ ๆ
ไอ้วิญญาณเวรนั่น... มันเอาตู้เย็นยักษ์มาล่อกริซลีย์ผู้ไร้เดียงสา จนเรื่องกลายเป็นแบบนี้
ผมไม่ปล่อยมันไว้แน่!
แน่นอนว่าผมไม่ได้คิดจะให้ใครเชื่อเรื่องไร้สาระนี่จริง ๆ หรอก แค่โยนความผิดให้วิญญาณร้ายมันง่ายกว่า
เดี๋ยวค่อยแอบเรียกกริซลีย์มาดุให้เข็ดทีหลัง
“เฮ้อ...”
ผมถอนหายใจเบา ๆ แล้วเริ่มลงมือจัดการสถานการณ์
“เอลลี่ ฝากดูแลคุณสมิธกับ... เอ่อ ชื่ออะไรนะ... แม่บ้านด้วยครับ”
“อ๊ะ! ได้ค่ะ”
ผมปล่อยให้เอลลี่ดูแลสองคนนั้น ก่อนก้าวไปข้างหน้าแล้วกระแทกประตูตู้เย็นปิด
ปัง!
เสียงดังลั่นทำให้ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ แม้แต่กระดิ่งที่ถูกเขย่าอย่างบ้าคลั่งยังหยุดไปครู่หนึ่ง
ทุกสายตาหันมาทางผม
“ทุกคนใจเย็น ๆ ก่อนครับ นี่เป็นกลลวงของวิญญาณชั่วร้าย”
ผมฉวยโอกาสพูดด้วยน้ำเสียงสงบ
“วิญญาณร้ายจะฉวยช่องว่างเข้ามาเมื่อจิตใจของคนเราอ่อนแอ”
เพื่อควบคุมสถานการณ์ ผมหยิบคำพูดที่เคยได้ยินผ่าน ๆ มาใช้
“พวกมันสร้างสถานการณ์น่ากลัวเพื่อกดดันจิตใจ ทำให้เราเคลือบแคลงกันและทะเลาะกันเอง เราต้องไม่หลงเข้าไปในกับดักของมันครับ”
เมื่อเห็นโยฮันพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ บาทหลวงโกจูวอนก็รู้สึกเหมือนถูกแย่งบทบาท จึงจงใจขึ้นเสียงเพื่อกลบเกลื่อนท่าทางน่าอับอายของตัวเองเมื่อครู่
“แกเป็นใครถึงกล้าพูดพล่ามเหมือนรู้ทุกอย่าง ฮึ เคยเรียนในวิทยาลัยศาสนศาสตร์หรือไง!”
ผมถอนหายใจเบา ๆ แล้วกลอกตาไปครึ่งรอบ
พวกที่อ้างตัวว่ามีการศึกษาก็มักเป็นแบบนี้ ทนไม่ได้เวลาคนที่ตัวเองมองว่าต่ำกว่ามาให้คำแนะนำ
แต่ยังไงแบบนี้ก็ดีกว่าตกใจจนคิดอะไรไม่ออกละมั้ง... ดีกว่า... จริงหรือ ผมว่าไม่นะ
เอาเถอะ
ตั้งแต่แรกพวกเราก็ไม่ได้สนิทหรือไว้ใจกันขนาดนั้น ผมไม่คิดอยู่แล้วว่าพูดไม่กี่คำทุกคนจะได้สติกลับมา
เพราะอย่างนั้น ผมจึงจงใจพูดอะไรเหลวไหลออกไป
“ถ้าอยากรู้ว่าผมเป็นใครนัก ผมเชี่ยวชาญด้านกำจัดสิ่งเหนือธรรมชาติครับ”
ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้อง ผมทำลายบรรยากาศหวาดกลัวจนตัวแข็งด้วยคำพูดหนึ่ง
“ผมเป็นโกสต์บัสเตอร์ครับ”
ตึง ตึ่ง!
ผมพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย นี่ตูทำบ้าอะไรอยู่วะเนี่ย...
“ฮ่า!”
“อะไรวะ...”
บาทหลวงโกจูวอนกับคิมซูฮยอนหัวเราะหยันอย่างไม่อยากเชื่อ พร้อมมองโยฮันด้วยสายตาดูถูก
สมิธกับแม่บ้านก็เริ่มตั้งสติจากความตกใจได้ แม้ยังมึนงง แต่ก็ลุกขึ้นโดยมีเอลลี่ช่วยพยุง
แต่มีอยู่คนหนึ่งที่สายเกินไปแล้ว
กรุ๊งกริ๊ง
เสียงกระดิ่งดังขึ้น
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง
พัคมินฮี หมอผีที่เดินสำรวจคฤหาสน์ตามลำพัง กำลังสั่นสะท้านจนฟันกระทบกัน
ถึงฝีมือเธอจะยังไม่ถึงขั้นของจริง แต่สัญชาตญาณกลับไวเกินกว่าจะเป็นสิบแปดมงกุฎธรรมดา
น่าเสียดายที่นั่นทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อชั้นดี
ความกลัวทับถมความกลัว คำสาปที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่ก้าวเข้าคฤหาสน์จึงเอ่อล้นและแผ่ขยาย
ท่ามกลางเสียงกระดิ่ง น้ำเสียงหวาดผวาของหมอผีก็ดังขึ้น
“อา... อ๊าา! ตา! ดวงตา! มีตาอยู่ทุกที่! แขนยาว! แขนผอมจนเห็นแต่กระดูก!”
เธอกรีดร้องเป็นคำพูดจับใจความไม่ได้ สติค่อย ๆ หลุดลอย
“บูกี้ บูกี้ บูกี้ บูกี้ บูกี้ บูกี้ บูกี้ บูกี้ บูกี้ บูกี้ บูกี้!”
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง
ร่างของหมอผีสั่นกระตุกจนส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ ก่อนเธอจะพุ่งออกจากห้องครัว
คนอื่นที่ยืนตะลึงกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันรีบวิ่งตามพัคมินฮีไป
“เฮ้! คุณพัคมินฮี!”
พวกเขาไปถึงโถงกลางคฤหาสน์ ซึ่งมีโคมระย้าหรูหราแขวนอยู่เหนือบันไดขึ้นชั้นสอง
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง
ทันใดนั้น โคมระย้าก็แกว่งไกวไปตามจังหวะเสียงกระดิ่ง
ตึง—กร๊อบ!
มันร่วงลงใส่ศีรษะของพัคมินฮี
เศษแก้วแตกเกลื่อนพื้น เลือดสีแดงไหลนองไปทั่ว
เวลา 19.30 น. หมอผีพัคมินฮีเสียชีวิต
“...”
ภาพตรงหน้าทำให้ทุกคนพูดไม่ออก ผมเองก็เช่นกัน
ผมยกมือขึ้นแตะปาก ครุ่นคิด
‘เรื่องฉิบหายทั้งหมดนี่คงไม่ได้เกิดเพราะกริซลีย์ทำให้เธอกลัวจนสติแตก... ใช่ไหมวะ’
ไม่หรอก สาเหตุการตายจริง ๆ คือโคมระย้าตกลงมา
จะมองยังไง ต่อให้ต้องแบ่งความผิดกัน เรื่องเล่นตู้เย็นของกริซลีย์ก็มีส่วนแค่หนึ่ง อีกเก้าส่วนเป็นความผิดของวิญญาณร้าย
เห็นไหม คฤหาสน์ไม่ควรติดโคมระย้าเด็ดขาด
เอาเถอะ มีคนตายจากอุบัติเหตุชวนสยอง สมิธจึงโทรแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจมาไม่ได้
ฟู่ฟู่ฟู่!
มองออกไปนอกหน้าต่างคฤหาสน์ก็เห็นหิมะกำลังตกหนัก
ระหว่างที่ทุกคนมัวแต่รับมือเรื่องผีจนไม่มีใครสนใจข้างนอก หิมะกลับทับถมสูงจนรถขึ้นเขามาได้ลำบาก
ผมขมวดคิ้ว
“...หิมะเหรอ”
ผมมองพายุหิมะที่กระหน่ำท่ามกลางความมืด ราวกับกำลังตัดคฤหาสน์ออกจากโลกภายนอก
ก็หน้าหนาวนี่นา หิมะตกไม่ใช่เรื่องแปลก...
แต่จังหวะมันช่างพอดีเหลือเกิน หรือควรเรียกว่าไม่พอดีกันแน่
เหมือนมีใครจัดฉากเอาไว้
ทันใดนั้น คัมภีร์ที่ผมถืออยู่ในมือข้างหนึ่งก็สั่นเบา ๆ
‘ไอ้นี่มีระบบสั่นด้วยเรอะ!’
ผมใช้ตัวบังมันไว้เงียบ ๆ แล้วก้มลงดู
พรึ่บ
คัมภีร์เปิดหน้าหนึ่งขึ้นมาเอง
[มนตร์ดำสำหรับตัดขาดพื้นที่หรือหมู่บ้านแห่งหนึ่งจากภายนอก]
ศาสตร์อาคมที่หยิบยืมพลังปีศาจมาทำให้เกิดพายุไต้ฝุ่นหรือหิมะตกหนัก เพื่อแยกหมู่บ้านออกจากโลกภายนอก
แม่มดที่ถูกปีศาจสิงจะขุดหลุมบนเนินเขาซึ่งมองลงมาเห็นบ้านหรือหมู่บ้านที่ต้องการตัดขาด แล้วฝังไหที่บรรจุเลือดสัตว์กับเลือดมนุษย์ผสมกัน ก่อนประกอบพิธี
‘...มนตร์ดำสินะ’
หน้านั้นไม่ได้เขียนคาถาหรือวิธีร่าย แต่มีข้อมูลเกี่ยวกับมนตร์ดำและวิธีแก้เอาไว้
ตรงบันไดกลางโถง โคมระย้ายังคงทับศพที่แหลกเละอยู่ข้างใต้
ตึก ตึก
“บูกี้~ บูกี้~ ปาป้า~ บูกี้ บูกี้~ แบม แบม~ บูกี้แมนมาแล้วจ้า”
พอได้ยินบทเพลงซึ่งขับร้องด้วยเสียงน่ารักแต่แฝงแววเยาะเย้ย ผมก็ปิดคัมภีร์แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปบนบันได
คนอื่น ๆ ก็หันไปมองทางนั้นเช่นกัน
เอมิลี เด็กหญิงผมบลอนด์ กำลังเดินลงบันไดจากชั้นสองในชุดนอนผ้าไหมบางสีขาวบริสุทธิ์
เธอก้าวลงมาทีละขั้นด้วยเท้าเปล่าเล็ก ๆ ใบหน้ายังซีดเผือด แต่กลับยิ้มสดใสราวกับอารมณ์ดีเหลือเกิน ก่อนมองศพใต้โคมระย้าแล้วพูดว่า
“ฮ่า ๆ~ เหมือนพายราสป์เบอร์รีที่แตกเละเลย”
ผมค่อย ๆ หรี่ตาลงพร้อมถอนหายใจ
‘...ครบสูตรจริง ๆ’
คนถูกโคมระย้าหล่นทับตาย
คฤหาสน์ที่ถูกหิมะปิดทางเข้าออก
เด็กหญิงผมบลอนด์ที่ถูกผีสิง
นี่มันฉากเปิดของหนังสยองขวัญเกรดบีตามสูตรชัด ๆ